‘คนไม่ป้องกัน’น่ากลัวกว่า’โควิด’ ทำไงให้รอดเสี่ยงติดเชื้อ

‘คนไม่ป้องกัน’น่ากลัวกว่า’โควิด’ ทำไงให้รอดเสี่ยงติดเชื้อ

น่ากลัวยิ่งกว่า “โควิด-19” คือ “คนที่ไม่รู้จักป้องกันตัว” หลังเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอุบัติใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย รวมทั้งอีกนับร้อยประเทศทั่วโลก ดันยอดผู้เสียชีวิตและติดเชื้อเป็นจำนวนมาก

โดยในส่วนของไทย ศูนย์กลางการแพร่ระบาดอยู่ในพื้นที่ “กรุงเทพฯ” มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกประกาศปิดสถานที่ 26 แห่งเป็นการชั่วคราว เพื่อช่วยลดการแพร่ระบาดในสถานที่มีคนไปรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เพราะเชื้อโควิด-19 สามารถแพร่กระจายได้ในระยะ 1-2 เมตร ผ่านสารคัดหลั่งประเภทน้ำมูก น้ำลาย หรือละอองเสมหะ (Droplets) ดังนั้น จึงต้องมีการรณรงค์เว้นระยะห่างกันระหว่างบุคคล (Social Distanc ing) ซึ่งมาตรการสั่งปิดสถานที่สาธารณะสำคัญ “ผู้ว่าฯ” อีก 5 จังหวัดรอบกรุง เอาด้วย

ในขณะที่ชีวิตคนกรุงยังต้องคงลุ้นต่อไป เพราะหลายบริษัทในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งตามโรงงานต่าง ๆ ไม่ได้สั่งปิด ทำให้ยังต้องทำงานต่อในสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งบางคนมีรถยนต์ส่วนตัว ก็ลดการแพร่หรือรับเชื้อได้บางส่วน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือคนไม่มีรถ ต้องเดินทางด้วยระบบขนส่งที่มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน เรือโดยสาร จะเอาตัวรอดอย่างไร หากต้องพบหรือเบียดเสียดผู้คนโดยไม่ได้ตั้งใจ

ซึ่งที่ผ่านมา “ภาครัฐ” พยายามรณรงค์ให้ทุกคนสวมใส่หน้ากากอนามัยก่อนออกจากบ้าน รวมทั้งพกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือไว้ติดตัวอยู่เสมอ แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่าทั้งหน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ หายากและมีราคาแพง หากต้องใช้ทุกวัน ก็เปลี่ยนค่าใช้จ่ายวันละหลายบาท ใช้นานเป็นอาทิตย์ เป็นเดือนก็เพิ่มพูนภาระ

ในยุคที่ “ทุกคนต้องรอด” จะทำอย่างไร “ชุมชนเมือง-เดลินิวส์” ลองรวบรวมวิธีการเอาตัวรอดท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด ควรเริ่มตั้งแต่การทำความสะอาดบ้านที่่พักอาศัย รวมทั้งสถานที่ทำงาน เพื่อลดการแพร่เชื้อ หากไม่สามารถหาน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ 70%ได้ สามารถใช้น้ำยาทำความสะอาดพื้นที่มีส่วนผสมโซเดียมไฮโปคลอไรท์ หรือน้ำยาซักผ้าขาว เช่น ไฮเตอร์ ไฮยีน ผสมกับน้ำเปล่าในอัตราน้ำยา 1 ส่วนต่อน้ำเปล่า 10 ส่วน เมื่อผสมแล้วให้นำมาถูพื้น ลูกบิดประตู ราวบันได โต๊ะทำงาน คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ เก้าอี้ หรือตามพื้นผิวต่าง ๆ ที่ถูกสัมผัสบ่อย แต่ควรสวมถุงมือยางระหว่างเช็ดทำความสะอาดด้วย

ต่อมาเราออกจากบ้าน ต้องเดินทางไปทำงานหรือผ่านสถานที่ชุมชน ให้สวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกครั้ง และเว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร ถ้าหาซื้อยากมีนักวิชาการหลายท่านแนะนำวิธีให้ยืดอายุใช้งานหน้ากากอนามัย ดังนี้ 1. ถ้ายังไม่เปียก ไม่ได้ไปใช้ในพื้นที่ี่เสี่ยงติดเชื้อมาก เป็นเวลานานกว่า 4-6 ชั่วโมง 2.ฆ่าเชื้อด้วยการฉายแสงอัลตราไว โอเลต (เช่น บ้านไหนมีเครื่องล้างจาน) ให้ฉายแสงด้านละ 30 นาที จากนั้นนำไปเก็บในที่แห้งและสะอาดเป็นเวลา 3 วัน ก่อนจะนำมาใช้ใหม่

3. ใช้แอลกอฮอล์สเปรย์พ่นใส่หน้ากากอนามัย ทั้ง 2 ด้าน ทิ้งให้แห้ง ็สามารถใส่ไปได้เรื่อย ๆ จนกว่ามันจะเริ่มขาด หรือปนเปื้อนเชื้อโรค 4. ต้องยอมรับว่าหน้ากากที่ใช้วิธีดังกล่าว จะสามารถกรองได้น้อยลง แต่มันยังใช้ได้อยู่ หากใครไม่อยากยุ่งยากมากให้เอาหน้ากากอนามัยใส่ไว้ในถุงซิปล็อกแล้วเป่าลมร้อนจากไดร์เป่าผมเป็นเวลานาน 30 นาที ก็สามารถฆ่าเชื้อโรคได้เช่นกัน

จากนั้นเมื่อเดินทางมาถึงที่ทำงาน หากทำงานอยู่ไม่เกิน 5 ชั้น ควรใช้บันไดแทนการใช้ลิฟต์ ถือเป็นการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แถมยังงดพูดคุยหรือสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ภายในลิฟต์ หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ใช้ทิชชู่ พกไม้จิ้มฟันหรือข้อนิ้วกดแทนการสัมผัสด้วยปลายนิ้วโดยตรง เมื่อออกจากลิฟต์ให้ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ทันที โดยเฉพาะผู้อาการป่วยหากต้องไปประสานงานกับผู้อื่น ต้องใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง หมั่นทำความสะอาดสิ่งของรอบตัว เปิดหน้าต่างระบายอากาศ ลดการพูดคุยใกล้ชิด เปลี่ยนเป็นส่งข้อความหรือประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เร้นท์แทน และไม่ควรรับประทานร่วมกัน งดงานเลี้ยง สังสรรค์หลังเลิกงาน

ส่วนบ้านไหนมีผู้สูงอายุอยู่ด้วย ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุระดับชาติ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้ข้อมูลวิธีการดูแลว่า 1.ต้องรักษาระดับอุณหภูมิของบ้านไม่ให้อุ่นหรือเย็นเกินไป 2.ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ผู้สูงอายุมักหยิบจับบ่อย 3.หากคนในบ้านมีความเสี่ยง แม้ไม่มีอาการใด ไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ 4.ควรลดการมาโรงพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง โดยให้ญาติไปรับยาและฟังคำแนะนำจากแพทย์ และให้ผู้สูงอายุสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ต้องไปในพื้นที่แออัด

สำหรับหน่วยงานราชการหลายแห่ง เวลานี้มีการตั้งจุดตรวจคัดกรองวัดอุณหภูมิร่างกายกับเจ้าหน้าที่ รวมทั้งประชาชนผู้มาติดต่อราชการ โดยศาลาว่าการ กทม. 1 (เสาชิงช้า) คุมเข้มตรวจคัดกรองบุคลากรและประชาชนที่จะเข้าไปด้านใน เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยเปิดให้ใช้ 2 ประตู คือ ประตูด้านหน้าห้องรัตนโกสินทร์ (ลานคนเมือง) และประตูด้านถนนดินสอ ทั้งนี้ จะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจวัดอุณหภูมิทุกครั้งก่อนผ่านเข้าไป แม้จะผ่านการตรวจคัดกรองมาแล้วครั้งหนึ่งก็ตาม

นอกจากนี้เพิ่มมาตรการกำหนดระยะห่างในการประชุมทุกครั้ง จัดที่นั่งให้มีระยะห่างระหว่างบุคคลไม่ต่ำกว่า 1 เมตร พร้อมให้ผู้เข้าร่วมประชุมต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย ใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือทุกครั้งก่อนเข้าห้อง และอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีคือ สั่งให้กำหนดระยะห่างในการใช้ลิฟท์ ทำจุดแนะนำวิธีการยืนในลิฟท์ พร้อมติดตั้งที่ใส่เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ซึ่งมีหลายสำนักงานเขตขานรับ ตื่นตัวนำไปใช้ป้องกัน พร้อมเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดปุ่มลิฟท์ และราวจับภายใน ลดการสะสมของเชื้อโรค และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้ลิฟท์
ทั้งหมดนี้หากใครนำไปใช้ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าจะทำให้เกิดประโยชน์และช่วยลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคได้ หากมีข้อสงสัย พบผู้ต้องสงสัยหรือผู้ป่วยให้รีบแจ้งศูนย์บริการสาธารณสุข โรงพยาบาลในสังกัด กทม.ทุกแห่ง หรือแจ้งได้ที่กองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย โทร. 09-4486-0051 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 จะมีเจ้าหน้าที่คอยรับเรื่องและให้คำแนะนำแก่ทุกท่าน…. อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/bangkok/764501

พลเรือตรี