21.00 น.

21.00 น.

ร้อยอ้อม

“อ้าวหนูน้อยยังไม่กลับอีกหรือ” คนพูดโผล่หน้าเข้ามาทักทาย เขาเป็นเพื่อนรุ่นพี่ อัธยาศัยดี น่าคบหา เธอบอกเขาว่า “ต้องเคลียร์งานให้เสร็จก่อนค่ะ”
“ใหม่ๆ ก็อย่างนี้แหละ เดี๋ยวก็อยู่ตัว” เขาหมายถึงงานตำแหน่งใหม่ที่เธอทำอยู่
“ข้างบนกลับกันหมดแล้วหรือคะ” เธอถาม
“ยังหรอก” หญิงสาวโล่งใจอย่างน้อยก็ไม่ได้อยู่ตามลำพัง ชำเลืองมองนาฬิกาแขวนผนัง เวลา 20.30 น. แล้ว งานตรงหน้ายังไม่เสร็จ เธอยิ้มรับคำอำลาของหนุ่มรุ่นพี่แล้วก้มหน้าทำงานต่อ มึนกับตัวเลขในบัญชี เฮ้อ! ผิดอีกแล้ว ผิดตรงไหนนะ… เสียงฝีเท้าเดินผ่านหน้าห้อง ไม่มีใครชะโงกหน้ามาทักทายอีก เธอเองก็คร่ำเคร่งกับงานตรงหน้า ไม่ใส่ใจว่าใครดินผ่านไป
ปกติแล้วคนในกองบรรณาธิการมักกลับกันดึก ตั้งแต่สับเปลี่ยนตำแหน่ง เธอหลุดออกจากงานเดิมมารับตำแหน่งเลขานุการแทนคนเดิมที่ลาออกไป งานของเธอเพิ่มขึ้นแต่ได้กลับบ้านเร็ว ความเคยชินต้องการให้งานในมือเสร็จสิ้นลงไป เธอก็เลยอยู่ทำล่วงเวลา

เฮ้อ! ค่อยยังชั่ว เธอถอนใจอย่างโล่งอก งานบัญชีตรงหน้าเสร็จแล้ว พักสายตาด้วยการมองภาพเขียนเจ้าแม่กวนอิมเหนือหิ้งบูชา ใบหน้าและแววตาสะท้อนถึงความอ่อนโยน เปี่ยมด้วยความเมตตา รู้สึกสบายใจ หยิบสมุดบันทึกแผนงานประจำวันขึ้นมาอ่านทบทวนงานในวันพรุ่งนี้ เหลือบตามองนาฬิกาบนผนังอีกครั้ง สามทุ่มแล้วหรือนี่ เวลาผ่านไปรวดเร็วจริง
เสียงเปิดปิดประตูจากชั้นบนแว่วผ่านมาสลับกับเสียงฝีเท้า คงมีคนอยู่ทำล่วงเวลาหลายคน เธอรู้ว่าหนังสือภาษาอังกฤษในเครือบริษัทใกล้ปิดเล่ม แล้ว พวกเขาต้องเร่งงานให้เสร็จตามกำหนด ความเงียบทำให้ได้ยินเสียงแว่วผ่านเข้ามาชัดเจน เสียงลากเท้าเดินไปมาดังถี่ขึ้น อดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาทำอะไรอยู่นะ อาจเดินเพราะคิดอะไรไม่ออก แล้วเธอก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงของหล่นบนพื้น ตามด้วยเสียงกระชากประตูแล้วปิดดังโครม ! นึกในใจว่าใครกันนะ นี่ถ้าผู้จัดการอยู่ละก็คงบอกให้เธอโผล่ไปดูว่าใครนำพฤติกรรมที่บ้านมาใช้ในที่ทำงานแบบนี้ เธอไม่ได้โผล่หน้าไปมอง ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ กระทบพื้นลงบันไดมาเพียงสี่ห้าขั้นแล้วเสียงนั้นก็เงียบหาย
บางทีเขาคงเห็นแล้วว่ามีแสงไฟในห้องที่เธอนั่งอยู่จึงเบาฝีเท้าลง รออยู่เหมือนกันว่าอาจมีใครเยี่ยมหน้ามามองแต่ไม่มี เสียงนั้นเงียบไปแล้ว เธอใช้ความคิดลำดับสถานที่บริษัทของลูกค้าแต่ละรายที่จะติดต่อด้วยในวันรุ่งขึ้น ใช้ดินสอในมือเคาะโต๊ะไปด้วย หูแว่วเสียงบางอย่างจึงหยุดนิ้วตัวเอง หากยังได้ยินจังหวะเคาะพื้นท่วงทำนองเดียวกับที่เธอเคาะโต๊ะ ครั้นตั้งใจฟัง เสียงนั้นกลับเงียบหายไป แล้วอึดใจเดียวเธอได้ยินเสียงเหมือนใครนำลูกปิงปองโยนลงพื้นแล้วกลิ้งลงมาตามขั้นบันไดเป็นจังหวะ ใครนะมาล้อเล่น….สิ้นเสียง เธอลุกขึ้นยืน

นึกถึงเดวิดหนุ่มใหญ่ใจดีเชื้อสายอังกฤษที่คอยช่วยเหลือเวลาเธอมีปัญหาในการใช้คำภาษาอังกฤษ เอ หรือว่าเป็นเดวิด? หญิงสาวโผล่ออกไปยืนหน้าห้อง มองบันไดที่ทอดยาวไปสู่ชั้นบน เดวิดนั่งทำงานอยู่ชั้นที่สาม เขาออกจากออฟฟิศเป็นคนสุดท้ายเสมอด้วยหน้าที่ของบรรณาธิการที่ต้องรับผิดชอบหนังสือในมือ แสงไฟส่องสะท้อนบานประตูกระจกสีขุ่น เธอเดินขึ้นบันไดไปหยุดอยู่หน้าประตู เอื้อมมือผลักบานประตูเข้าไปภายใน กวาดตามองฝ่ายศิลป์ ไม่มีใครอยู่สักคน ตามองเลยไปยังประตูบานพับที่มีเพียงครึ่งเดียวกั้นกางไว้เป็นสัดส่วน ก้าวเท้าตรงไป ผลักบานพับตรงหน้าแล้วก้าวเข้าไปภายใน เสียงบานประตูดังเอี๊ยดอ๊าดตามหลัง

งานกองอยู่บนโต๊ะเดวิดเต็มไปหมดทว่าไม่พบเจ้าของโต๊ะ เขาไปไหนนะ นึกอยากบอกให้เขารู้ว่าเธอยังไม่กลับ หากวันใดกลับพร้อมกันเขามักขับรถไปส่งเธอที่ปากซอยเสมอ ด้านขวามือของห้องเดวิด มีทางเลี้ยวไปห้องน้ำอยู่ติดกับบันไดขึ้นไปสู่ชั้นสี่ เธอเดินไปชะเง้อมอง เห็นประตูชั้นสี่เปิดแง้มอยู่ เดวิดคงขึ้นไปที่นั่น เขาอาจไปค้นหนังสือ หญิงสาวคิดแล้วยืนนิ่งอยู่ที่เดิม แต่แล้วร่างที่เห็นหลังไวๆ นั่นไง เขากำลังก้าวขึ้นบันไปจริงๆ ด้วย จะเปิดปากร้องเรียก ร่างนั้นก็ลับหายเข้าไปในห้อง เธอบอกตัวเองว่า หนังสือในห้องนั้นมีจำนวนมากมาย เขาจะค้นหาเจอหรือ ก้าวขึ้นบันไดตามไป ได้ยินเสียงกระแอมไอ ยิ่งมั่นใจว่าเป็นเดวิด เอื้อมมือผลักประตู

เสียงเปิดประตูดังพอที่คนในห้องจะได้ยินว่ามีใครตามเข้ามา ทว่าเธอไม่พบใครสักคน เดวิดอาจอยู่มุมใดมุมหนึ่งก็ได้นี่ “เดวิดคะ” เอ่ยชื่อเขาไม่ดังนักแต่ไม่มีเสียงขานรับใดๆ เท้าก้าวเดินไปตามชั้นหนังสือในห้อง กวาดตามองทุกระยะ เธอรู้ว่าห้องใหญ่แห่งนี้เคยเป็นที่ทำงานของฝ่ายศิลป์และห้องสมุดเมื่อหลายปีมาแล้ว เมื่อธุรกิจสิ่งพิมพ์แข่งขันกันมากขึ้น บริษัทจำต้องลดการผลิตหนังสือที่ขาดทุนลง พนักงานก็ลดจำนวนลงด้วย เนื้อที่ใช้สอยซึ่งมีถึงหกชั้นก็ลดจำนวนลงตามเหลือพื้นที่ทำงานเพียงสามชั้น ห้องแห่งนี้จึงกลายเป็นที่เก็บสัมภาระเก่าๆ โดยเฉพาะหนังสือจำนวนมากมาย เจ้าของบริษัทเป็นคนรักหนังสือ ชอบเก็บสะสมหนังสือดีและมีคุณค่าไว้มากมาย เขาไม่มีวันจะนำไปโละขายทิ้งโดยเด็ดขาด มันจึงกลายเป็นที่เก็บคลังสมองอันยิ่งใหญ่ เธอเคยเห็นพนักงานสองสามคนมาค้นคว้าอะไรอยู่บ้าง น่าเสียดายที่ไม่มีใครคอยจัดเก็บดูแลหนังสือเหล่านี้ให้เข้าที่เข้าทาง มันจึงดูรกรุงรังไร้ระเบียบเช่นนี้

ยังไม่ทันเอ่ยชื่อเดวิดซ้ำ เธอได้ยินเสียงเหมือนใครสักคนใช้มือพลิกหน้ากระดาษหนังสือไปมาอย่างรวดเร็ว เสียงนั้นมาจากมุมหนังสือเล่มโตๆ และเก่าแก่ที่อยู่อีกด้านของห้อง เธอสืบเท้าเข้าไปใกล้ อยากรู้ว่าเดวิดค้นหาอะไร บางทีเธออาจช่วยเขาได้ ยังไม่ทันเห็นเขา เธอได้ยินเสียงหนังสือเหวี่ยงลงบนพื้นอย่างไม่สบอารมณ์ อะไรทำให้เดวิดฉุนเฉียวปานนั้น เขาไม่ใช่คนขี้โมโห ใครๆ ก็รู้ว่า เขาขรึม สุภาพมาก ไม่มีเสียละที่จะแสดงอารมณ์ออกมาในทางเลวร้าย
เห็นแล้วว่าเขายืนหันหลังให้ มือหยิบหนังสือเล่มใหม่แล้วเริ่มเปิด แสงไฟสลัวที่เห็น เธอแน่ใจว่าเขาไม่ใช่เดวิด ผมหยักศกมีมีขาวแซมอยู่ทั่วนั้นบ่งบอกให้รู้ว่าเขาเป็นชายสูงวัย ร่างนั้นหันหน้ามาช้าๆ สบตาเธอ เขาเป็นใคร เธอแน่ใจว่าไม่เคยเห็นเขามาก่อน เดวิดเป็นพนักงานอาวุโสสูงสุด ของที่นี่ บางทีชายสูงวัยผู้นี้อาจเป็นญาติคนใดคนหนึ่งของผู้จัดการ เขาอาจมาจากปีกหนึ่งของอาคารที่เป็นแมนชั่นส่วนตัวของผู้จัดการก็เป็นได้ แต่ว่าเขามาทำอะไรอยู่ในที่แห่งนี้เล่า แล้วเดวิดล่ะ เขาอยู่ไหน…

“ฉันไม่ใช่คนที่หนูตามหาหรอก คนชื่อเดวิดนั่นอยู่ข้างล่างมิใช่หรือ” ชายชราพูดเหมือนรู้ความในใจเธอ เขาพูดต่อไปว่า
“ดูสิ คนที่นี่เป็นไงนะ ดีแต่เอาหนังสือมากองสุมๆ ไว้ หนังสือตามชั้นนี่ก็ไร้ระเบียบสิ้นดี ไม่มีจัดตามหมวดหมู่ รกรุงรังไปหมด ฉันจะหาหนังสือที่ต้องการสักหน่อยก็ไม่เจอ ไม่เคยเจอเลย ต้องขอโทษนะที่โยนหนังสือไว้บนพื้น ฉันหวังว่าจะมีใครมาพบแล้วจัดมันให้เข้าที่เข้าทางเสียที”
หญิงสาวอ้าปากค้างเมื่อเห็นชายสูงวัยตรงหน้าใช้มือกวาดหนังสือบนชั้นลงมาอย่างขุ่นเคือง พอใจแล้วจึงหยุด ส่งยิ้มน้อยๆ ให้ วินาทีนั้นหญิงสาวรู้สึกยะเยือกขึ้นในหัวใจ ใจเต้นรัวเมื่ออีกฝ่ายหัวเราะด้วยเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลังและน่าหวาดหวั่นยิ่ง เขาหยิบหนังสือเล่มที่ค้างอยู่บนชั้นมาพลิกดู เปิดผ่านอย่างรวดเร็ว หญิงสาวแปลกใจ ข่มใจพูดออกไปว่า
“คุณลุงหาอะไรอยู่หรือคะ ให้หนูช่วยไหม” เขาโต้ตอบเธอทันที
“หนูน่ะหรือจะช่วยฉัน อยู่ที่นี่มากี่เดือนแล้วล่ะ รู้จักที่นี่ดีแค่ไหน”
ชายชราหัวเราะเพียงครู่แล้วหยุดลงในฉับพลัน จ้องหน้าเธอ ดวงตาไม่มีแววเกรี้ยวกราด ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นระบายยิ้มน้อยๆ เอ่ยขึ้นว่า
“บทสัมภาษณ์ดร.ทศ ในปี 2480 ฉันอยากอ่าน อยากทบทวนคำพูดที่เหลวไหลของเขาอีกครั้ง”
“อะไรนะคะ” เธอถามย้ำ ไม่แน่ใจ
ชายสูงวัยหัวเราะแทนคำตอบ ยิ่งเพิ่มความหวาดหวั่นให้เธอมากขึ้น ใจเริ่มระแวงว่าบุคคลผู้นี้เป็นใคร ดูเหมือนว่าเขาจะคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี ลมเย็นยะเยือกโชยมาแตะต้องผิวกายหญิงสาว เอ สายลมพัดมาแต่ไหน ในเมื่อหน้าต่างก็ปิดสนิททุกบาน ไม่มีช่องลม มีแต่กระจกสีขุ่นเหนือบานหน้าต่าง กระแสลมพัดผ่านมาได้อย่างไร เขายังคงพลิกหน้ากระดาษหนังสือในมืออย่างรวดเร็ว หนังสือที่เปิดหงายบนพื้นก็เริ่มพลิกทีละหน้าตามจังหวะที่สายลมผ่าน เสียงหัวเราะของชายตรงหน้าดังกึกก้อง แต่แล้วหูของหญิงสาวก็แว่วเสียงเรียกของเดวิด รู้สึกใจชื้นขึ้น หันไปมองตามเสียง ร่างของเดวิดก้าวพ้นประตูเข้ามา แสงไฟทุกดวงสว่างจ้าขึ้น หญิงสาวดีใจ ยิ้มให้เดวิด แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาก้าวเท้าเข้ามาหา
“มาเถอะ” เขาฉุดมือเธอเดินออกไปจากห้อง
หญิงสาวข้างๆ ไม่มีโอกาสรู้เลยว่าใจเขาเต้นแรงเพียงไหน กว่าเขาจะรวบรวมความกล้าขึ้นมาบนนี้ได้ก็ใช้เวลานานหลายนาที แต่เป็นเพราะความห่วงใยในตัวเธอ เขาจึงกล้าขึ้นมาเผชิญในสิ่งที่ไม่เคยเห็นแต่ใจรับรู้ว่ามีอยู่จริง หญิงสาวเดินตามเดวิดไปอย่างรวดเร็วผิดกับการมา อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองจุดที่ชายผู้นั้นยืนอยู่ ทว่าบัดนี้เธอไม่เห็นเขาแม้แต่เงา จังหวะเท้าของเดวิดเร็วกว่าเดิม เธอเร่งฝีเท้าตามลงบันไดไปสู่ชั้นสอง แล้วก้าวเข้าไปในห้องทำงาน เดวิดหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะเธอ เขาถอนใจยาวแล้วจ้องหน้าเธอซึ่งบัดนี้มีสีหน้าซีดขาว มือของเธอเย็นเฉียบ เริ่มรู้แล้วว่าเธอเพิ่งผ่านประสบการณ์ใดมา ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันเมื่อหูยินเสียงฝีเท้าเดินเป็นจังหวะกระแทกกระทั้นตามมาที่ขั้นบันไดเพียงสามสี่ขั้นแล้วก็เงียบหายไป นาทีนั้นหญิงสาวส่งสายตามองหิ้งบูชาในห้องผู้จัดการที่มีกระจกกั้น เธอเห็นองค์พระพุทธรูป องค์เจ้าแม่กวนอิมและสารพัดสิ่งบูชาที่ผู้จัดการจะต้องเคารพกราบไหว้ทุกวันจนเป็นภาพที่ชินตา
“กลับกันเถอะ” เดวิดเอ่ยชวน เธอคว้ากระเป๋า ปิดกุญแจเมื่อเก็บสิ่งของต่างๆ เรียบร้อยแล้วลงบันไดเดินตามเดวิดไปยังชั้นล่างสุด ดวงไฟยังส่องสว่างแม้ไม่มีใครอยู่ ระหว่างทางเดินสวนทางกับแม่บ้านที่ดูแลอาคารทั้งหลัง หล่อนยิ้มและทักทายว่า
“เพิ่งกลับหรือคะ” เดวิดพยักหน้า หญิงสาวส่งยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเนือยๆ แล้วมองตามร่างที่เดินขึ้นบันไดไปอย่างห่วงใย เดวิดดูจะเข้าใจความรู้สึกของเธอ เขาบอกว่า
“ไม่เป็นไรหรอก แม่บ้านอยู่ที่นี่มานาน”
เดวิดเปิดประตูรถให้เธอก้าวขึ้นไปนั่งแล้วเดินไปนั่งยังที่คนขับ ต่างฝ่ายต่างเงียบงันจนเมื่อรถเลี้ยวออกจากซอยแล้วหญิงสาวจึงเป็นฝ่ายเริ่มต้นพูด
“เขาเป็นใครคะ”
“หือ ใครล่ะ” เดวิดย้อนถาม สีหน้ายิ้ม ไม่อยากพูดอะไรให้หญิงสาวตกใจกลัวมากกว่านี้
“หนูเห็นเขาค่ะเดวิด เขามีอายุมากแล้ว เขายืนอยู่ตรงหน้าหนู เดวิดไม่เห็นหรือคะ” น้ำเสียงสั่นน้อยๆ ความกลัวกลับมาจู่โจมจิตใจเมื่อเอ่ยถึงและจดจำใบหน้าของชายชราผู้นั้นได้ชัดเจน เขาเป็นใครกัน…
“ผมไม่เห็นอะไรเลยตอนพบคุณ” เดวิดตอบตามจริง เขารู้ว่ามีบางสิ่งอยู่กับเธอในห้องนั้น และบางสิ่งนั้นก็มีอิทธิพลพอที่จะดึงความสนใจของหญิงสาวให้ก้าวตามเข้าไปในห้อง
“ผู้จัดการโทรมาหาคุณ ไม่มีใครรับสาย ก็เลยต่อสายมาที่โต๊ะผม ถามหาคุณ ผมเลยเดินออกมาดู เห็นแสงไฟ ยังสงสัยว่าคุณขึ้นไปทำอะไร”
“หนูเห็นเขาค่ะเดวิด เขาพูดกับหนูด้วย บอกสิคะว่าเขาเป็นใคร” ถามเพราะอยากรู้ในขณะเดียวกันก็อยากร้องไห้ในสิ่งที่ตัวเองเผชิญ “หน้าตาเขาใจดี แม้จะดูเจ้าอารมณ์และฉุนเฉียวไปบ้าง เขายิ้มให้หนู เอ้อ เขาว่าเขาหาหนังสือไม่พบและดูเหมือนว่าเขาต้องการพบหนังสือเล่มนั้นให้ได้ หนูเริ่มรู้สึกกลัว เขาเป็นใครก็ไม่รู้”
“ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเขาเป็นใคร เราทุกคนที่อยู่ที่นี่มานานและทำงานกันดึกๆ จะได้ยินแต่เสียง และความเคลื่อนไหวของเขา เรารู้ว่าเวลา 21.00 น. เป็นเวลาที่เขาจะเดินสำรวจห้องต่างๆ ตั้งแต่ชั้นหกลงมาถึงชั้นสาม เขาจะหยุดอยู่ที่ขั้นบันไดแล้วกลับขึ้นไปใหม่ เป็นประจำทุกค่ำคืน”
หญิงสาวใจระทึกเมื่อได้ยินคำบอกเล่านั้น
“หนูได้ยินเสียงต่างๆ เป็นครั้งแรกในคืนนี้ อาจเป็นเพราะไม่เคยอยู่ค่ำมืดขนาดนี้มาก่อน…หนูเห็นหลังเดวิดไวๆ ก็เลยเดินตามเพื่อจะบอกว่าหนูยังไม่กลับ แต่พอเข้าไปในห้องกลับไม่เห็นคุณ”
“ผมคงอยู่ในห้องน้ำ คุณโชคดีนะนี่” เดวิดหัวเราะเบาๆ
เขาคิดว่าเธอเป็นรายแรกที่ได้เห็นหน้าและพูดคุยกับบุรุษลึกลับผู้นั้น ทำไมเขาจึงเลือกพบและพูดคุยกับเธอ หญิงสาวรู้สึกคับข้องใจ….เธอไม่ต้องการความโชคดีอย่างที่เดวิดบอก และไม่ต้องการรู้อีกแล้วว่าเขาเป็นใคร

หญิงสาวหลับตานิ่ง นั่งสวดมนต์และเปิดเผยความรู้สึกดีๆ ถึงชายสูงวัยที่ก้าวล้ำออกจากมิติของตนมาพบเธอในค่ำคืนนี้
บอกเขาว่าคืนนี้คืนเดียวเท่านั้น เธอไม่ปรารถนาจะรู้อะไรอีกแล้ว แม้แต่หนังสือเล่มนั้นที่เขาหาไม่พบและยังค้างอยู่ในใจเธอ.

พลเรือตรี